ReadyPlanet.com
dot dot
dot
NAISOI4.COM
dot
bulletOur Shop/ร้านของเรา
bulletOur Address/ที่อยู่ร้าน
bulletOrder & Payment/การสั่งซื้อและชำระเงิน
dot
บ้าน ที่ดิน รถยนต์ และอุปกรณ์
dot
bulletบ้านและที่ดิน
bulletCONDO/APARTMENT
bulletบ้านในกรุงเทพฯ
bulletบ้านริมปิงเชียงใหม่
bulletที่ดินกระบี่
bulletที่ดินคลอง 4 ปทุมฯ
bulletรถยนตฺ์ & อุปกรณ์
dot
OUR PRODUCTS สินค้าในร้าน
dot
dot
1 เครื่องราชอิสริยาภรณ์โบราณ ภาพ เหรียญและหนังสือเก่า
dot
bulletRoyal Thai Orders/เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย
bulletกำหนดราคาชดใช้แทนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ไม่สามารถส่งคืนตามกฎหมาย
bulletRare book/หนังสือหายาก
dot
2 หมวดหนังสือพิมพ์โบราณและภาพถ่าย
dot
bulletAntique Newspaper/นสพ โบราณ
bulletPhoto on Canvas/ภาพพิมพ์บนผ้าใบ
bulletAntique Map/แผนที่โบราณ
dot
3 Used items/สินค้าใช้แล้ว
dot
bulletCollectible item/สินค้าสะสม
dot
4 Vintage Watches/นาฬิกาเก่า
dot
bulletVintage Watch/นาฬิกาข้อมือเก่า
dot
5 Buddha/พระเครื่องและพระบูชา
dot
bulletพระบูชา
bulletพระอื่นๆ
bulletพระธิเบต/จีน
dot
6 เรื่องน่าสนใจทั่วไป
dot
bulletคลิปภาพโบราณ
bulletความรู้เรื่องทอง
bulletทองคำที่ตัวเรือนนาฬิกา และระบบการทำงาน


เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย
สำนักกษาปณ์ (Royal Thai Mint)
Add LINE ครับ


ทองคำที่ตัวเรือนนาฬิกา และระบบการทำงาน

 

  

 

 

 

ลูกค้าหลายท่านสงสัยกันว่า คำว่าทองไมคอน ทองหุ้ม ทองแปะ กะหลั่ยทอง หรือถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ที่มีพบเห็นบนตัวเรือนนาฬิกาเก่าๆ หลายยี่ห้อ เช่นคำว่า Rolled Gold Plate, Yellow Gold Filled, Rose Gold Filled, Plaque, 20 Micron, Electroplated มันคืออะไร  และคำว่า Solid Gold หมายความว่าอะไร 

ทางร้านได้หาคำตอบอธิบายเรื่องเกี่ยวกับทองของนาฬิกาเป็นภาษาอังกฤษมาให้ท่านได้อ่านและรับทราบกันแล้ว ตามรายละเอียดในเมนูหน้าเวป หมวดที่ 6 หัวข้อ "ความรู้เรื่องทอง"

แต่ยังมีลูกค้าหลายท่านอยากจะให้ช่วยหาคำนิยามที่เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับทองของนาฬิกา เพื่อประกอบการพิจารณา  ทางร้านจึงขอนำเสนอเป็นภาษาไทยแบบอ่านง่าย เข้าใจง่ายอีกครั้งหนึ่

 


นาฬิกาทองคำแท้ทั้งเรือน

ส่วนใหญ่เราจะเรียกนาฬิกาพวกนี้ว่า Solid Gold Watch ถ้าเป็นทองปกติ จะเรียกว่า Yellow Gold แต่ถ้าเป็นทองสีชมพู ก็จะเรียกว่า Solid Rose Gold (คนไทยเรียกว่านาค) ถ้าเป็นทองคำขาว ก็จะเรียกว่า Solid White Gold หรือถ้าเป็นแพลตินัม จะเรียกว่า Platinum Watch แพลตินัมไม่ใช่ทองคำขาว แต่เป็นธาตุโลหะที่มีสีเงินเท่า มีน้ำหนักมาก ทนต่อการกัดกร่อนมาก จึงนิยมนำมาใช้ทำเครื่องประดับ นาฬิกาประเภทนี้ดูง่าย เพราะส่วนใหญ่จะตีเครื่องหมายที่ฝาหลังไว้ว่าเป็นนาฬิกาทำด้วยทองคำกี่กะรัต

ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกาเรือนนี้ตัวเรือนเป็นทอง 14K Solid Gold หมายความว่า นาฬิกาเรือนนี้ ทำด้วยทองคำแท้ โดยมีเนื้อทองคำฝสมในโลหะประมาณ 58.30% เป็นต้น นาฬิกาส่วนใหญ่จะทำด้วยทองสีเหลือง ทองคำขาว ทองคำสีชมพู หรือแพลตินัม ส่วนทองคำจะเรียกกันตามสัดส่วนผสมของทองเช่น 9K, 10K, 12K, 14K 18K เป็นต้น ส่วนนาฬิกา 24K คงจะไม่มีใครทำกัน เพราะตัวเรือนจะไม่ได้รูปร่าง ต

 

นาฬิกาทองแปะ


นาฬิกาทองแปะ คือการนำทองคำ (Solid Gold)มาติดแปะไว้บนตัวเรือนนาฬิกา ส่วนใหญ่จะแปะไว้ตามตัวเรือนด้านบน ส่วนฝาหลังจะไม่ค่อยแปะกัน โดยช่างจะนำทองคำแท้ๆ ตามน้ำหนักทองที่กำหนด เช่น 9K 10K, 14K เป็นต้น นำมารีดเป็นแผ่นแล้วนำไปกด รีด ทับให้แนบไปกับตัวเรือน โดยผ่านขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เนื้อทองและตัวเรือนแนบติดกันเหมือนหนึ่งเป็นชิ้นเดียวกัน ตัวเรือนนาฬิกาอาจจะใช้โลหะอะไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ทองเหลือง stainless steel นาฬิกาทองแปะ จึงมีสภาพเหมือนนาฬิกาทองคำ เพราะมีพื้นผิวที่หุ้มด้วยทองคำแท้ ตัวเรือนนาฬิกาที่ผ่านกรรมวิธีดังกล่าว จึงสามารถใช้ไปได้นานเท่านาน ไม่มีลอก ไม่มีดำ นอกเสียจากว่าทองทีแปะจะสึกกร่อนไปตามสภาพการใช้งาน ซึ่งส่วนมากก็จะมีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี  

 

 

นาฬิกาทองหุ้ม

หรือคนไทยเราก็มักจะเรียกกะหลั่ยทอง ฝรั่งอาจจะเรียกแตกต่างกันไปเช่น Rolled Gold Plated, Gold Filled, Gold Coated, Gold Plated, Electroplated แล้วแต่ว่าบริษัทผู้ผลิตจะใช้คำอะไรให้ดูเหมาะสม แต่ขั้นตอนการทำจะคล้ายๆ ต่างกันบ้างในกรรมวิธี

 

ถ้าเป็นนาฬิกาประเภท Rolled Gold Plated จะมีกรรมวิธีคล้ายทองแปะ คือการนำแผ่นทองมารีดเป็นแผ่นบางๆ แล้วนำมาหุ้มตัวเรือน มีทั้งแบบหุ้มทั้งเรือน หรือหุ้มเฉพาะตัวเรือนด้านบน ส่วนใหญ่ตัวเรือนจะทำด้วยทองเหลืองหรือ stainless steel หลังจากนำมาหุ้มทองคำแล้ว นาฬิกาจะดูเหมือนเป็นนาฬิกาทองคำเช่นเดียวกับนาฬิกาทองแปะ อายุการใช้งานจะมากกว่า 30 ปีเช่นกัน นาฬิกาทองหุ้มประเภทนี้จะแตกต่างกับนาฬิกาทองแปะตรงที่ความหนาของทองที่หุ้มเท่านั้น  และส่วนใหญ่จะใช้เนื้อทอง 10K หรือ 12K เท่านั้น  

 

นาฬิกาประเภท Gold Filled นาฬิกาพวกนี้ก็จัดเป็นพวกนาฬิกากะหลั่ยทองแบบหนึ่งเช่นกัน กรรมวิธีคือการนำทองคำมาเติมในเนื้อโลหะของตัวเรือน โดยผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ ผลที่ออกมาจะเหมือนนาฬิกาทองหุ้ม


กรรมวิธีทั้งสองแบบที่กล่าวมาแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนาฬิกาโบราณที่นิยมทำกันเมื่อประมาณ 30-50 ปีที่ผ่านมา ส่วนการทำนาฬิกาแบบ Gold Plated หรือ แบบ Micron จะเป็นขั้นตอนในนาฬิกาสมัยใหม่เสียส่วนใหญ๋ กรรมวิธีในการทำคือการนำตัวเรือนไปชุบทองด้วยไฟฟ้า ค่าในการอ่านจะเรียกเป็นไมคอน เช่น 5-10 หรือ 20 micron  ขั้นตอนง่ายๆ คือให้โมเลกุลของทองไปเกาะบนเนื้อโลหะ หนาขึ้นมาในระดับนึง ตามแต่ราคาของนาฬิกาเรือนนั้นๆ ถ้าราคาแพงหน่อย ความหนาของทองอาจจะหนามาก การทำนาฬิการะบบชุบทองด้วยไฟฟ้าสมัยก่อน ส่วนใหญ่จะชุบหนามาก บางเรือนหนาขนาดทองหุ้ม หรือทองแปะเลยทีเดียว  เท่าที่สังเกต ช่างโบราณมักจะทำนาฬิกาทองชุบที่ความหนาประมาณ 10-20 ไมครอน ความหนาขนาดนี้ สามารถทำให้นาฬิกามีความเงางามดั่งทองคำได้นานนับสิบปีเช่นกัน แต่ปัจจุบันอาจจะเนื่องจากราคาทองคำแพงขึ้น หรือพ่อค้าต้องการลดต้นทุน ระดับไมครอนจะลดลงเหลืออยู่ที่ประมาณ 1-5 ไมครอนเท่านั้น  ยิ่งตามหลังกระทรวง ที่คนชอบไปชุบทอง ชุบสร้อยคอกัน พวกนี้จะชุบได้แค่ 1 ไมครอน หรือน้อยกว่า ใช้ได้ไม่กี่อาทิตย์ ทองที่ชุบก็ลอกออกหมด

 

 

   

ความหมายของเลขที่สลักอยู่บนตัวเรือนทอง

 


นอกจากการใช้ระหัสตัวเรือนทองคำของนาฬิกาเป็นการัต (K) แล้ว ยังมีการใช้เครื่องหมายตัวเลขอีกด้วย เช่น  750 585 333 

 

 

ตัวเลขพวกนี้ความจริงแล้วก็คือตัวเลขที่แสดงเปอร์เซนต์ทองที่ใช้ในการทำตัวเรือน เช่น

 

750 หมายความว่า มีเนื้อทองทั้งหมด 75.0% อ้าวแล้วส่วนที่เหลือล่ะคืออะไร? อีก 25% ส่วนที่เหลือคือโลหะผสม ซึ่งอาจมีทั้ง นิเกิล โครเมียม สังกะสี แพลลาเดียมหรือทองแดง ทั้งหมดนี้เป็นสารที่ทำให้เกิดสีหรือผสมแล้วจะทำให้ตัวเรือนแข็งแรงขึ้น 

 

 

 

ตารางด้านล่าง จะเป็นการเปรียบเทียบการกำหนดจำนวนเนื้อทองคำทั้งแบบเป็นการัต และแบบเป็นตัวเลข เพื่อให้เข้าใจง่าย

 

 

กะรัต ความบริสุทธิ ปริมาณเนื้อทอง
24 999 99.9
24 990 99.0
22 916 91.6
  75 87.5
(19.2) 800 80.0
18 750 75.0
14.8 620 62.0
14 585 58.5
10 417 41.7
9 375 37.5
8 333 33.3

 

 

 

ฉะนั้น เครื่องหมายบนตัวเรือนนาฬิกา (หรือแม้แต่เครื่องประดับอื่นๆ) อาจจะตีตราเป็นกะรัต หรือเป็นตัวเลขบนตัวเรือนนาฬิกาได้ดังนี้ 

(ระหัสตัวเลขต่างๆ มีทั้งที่เป็นทอง เงินและแพลตินัม)

ประเภทของโลหะ เครื่องหมายที่เป็นตัวเลข
ทองคำ 9K 375
ทองคำ 14K 585
ทองคำ 18K 750
ทองคำ 22K 916
ทองคำ 99%   (ไม่สามารถทำเป็นตัวเรือนนาฬิกาได้) 990
99.9% pure gold 999
800 grade silver (เงิน) 800
sterling silver (เงินสเตอริง) 925
Britannia Silver (เงินบริตาเนีย) 958
99.9% pure silver 999
85% Platinum (แพลตินัม) 850
90% Platinum (แพลตินัม) 900
95% (UK standard) Platinum 950
99.9% pure Platinum 999

 

 

นอกเหนือจากตัวเรือนแล้ว การเรียกระบบการทำงานของนาฬิกา ก็ยังมีหลายอย่างที่น่าศึกษา

ระบบการทำงานของนาฬิกาข้อมือ มีไม่กี่ระบบ ที่คุ้นๆ กันมีดังนี้

 

1  ระบบใขลาน ฝรั่งเรียก Manual ระบบนี้ เป็นระบบที่มีนานมากแล้ว เป็นการผลิตนาฬิกาในยุคแรกๆ  ผู้ใช้ต้องใขลานทุกๆ วัน หรือทุกๆ 2 วัน แล้วแต่ขนาดของลานนาฬิกา  การทำงานของนาฬิกาไม่มีอะไรซับซ้อน กลไกลไม่มาก เสียยาก ซ่อมง่าย  ช่างที่ไหนก็น่าจะซ่อมได้ ถ้าอาหลั่ยมี  บางเรือนอาจจะมีระบการทำงานที่ซับซ้อนเพิ่มไปอีกเช่นมีระบบปลุก (Alarm system)  ระบบจับเวลา (Chronometer) หรือ ระบบวัดความเร็ว (Tachymeter) เป็นต้น อย่างไรก็ดีถือเป็นนาฬิกาที่มีปัญหาน้อย ช่างคนไทยเก่งเยอะ เก่งทางดัดแปลงก็มาก  นาฬิการะบบนี้ จึงอยุ่คู่กับนักสะสมนาฬิกาโบราณมาช้านาน

 

 2  ระบบอัตโนมัติ  ฝรั่งเรียก Automatic หรือถ้าเป็นนาฬิกาโบราณหน่อยจะเรียกว่า Self-Winding ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าหมุนด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือการหมุนขึ้นลานด้วยตัวมันเองนั่นแหละ เป็นการประยุกต์มาจากนาฬิกาไขลาน หรือ Manual Winding ที่ต้องใช้แรงมนุษย์หมุนขึ้นลาน แต่นาฬิกาชนิดนี้ ใช้แผ่นจานถ่วงน้ำหนัก หรือที่เรียกว่า Rotor มาไขลาน โดยอาศัยแรงเหวี่ยงของการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่

พูดง่ายๆ ก็คือ เวลาคนเราเดิน หรือเคลื่อนไหว ก็มักจะมีการแกว่งข้อมือไปด้วย ซึ่งเจ้า Rotor นี้ ก็จะถูกถ่วงน้ำหนักให้หมุนตามแรงเหวี่ยงข้อมือที่ว่า ไปปั่นลานเก็บไว้ในตลับลาน ให้ลวดลานคลายตัวออกมาขับเคลื่อนกลไกในนาฬิกาอีกที ดังนั้น หากผู้สวมใส่ สวมนาฬิกาชนิดนี้ติดตัวไว้ตลอด นาฬิกาก็แทบจะมีลานหรือพลังงานสะสมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ต้องคอยไขลาน 

นาฬิการะบบ Automatic Winding นี้ เรียกว่าเป็นชนกลุ่มใหญ่ในกลุ่มนาฬิกา mechanic ก็ว่าได้ เป็นนาฬิกาที่มีระดับราคากว้างมาก ตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักล้านทีเดียว

แต่อย่างไรก็ดี ระบบนี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน คือถ้าไม่ใส่ หรือเก็บใส่ลิ้นชักไว้นานๆ นาฬิกาก็หยุดเดินเหมือนกัน  เวลาจะนำมาใส่ ก็ต้องเขย่ากันเล็กน้อย หรือใขลานนิดหน่อยช่วยกระตุนให้ระบบเริ่มทำงาน 

 

3  ระบบกลไกไฟฟ้าโบราณ  ระบบนี้จะมีตัวทรานซิสเตอร์ รวมทั้งแบตเตอรี่ขนาดจิ๋ว มาช่วยทำให้ระบบกลไกของนาฬิกาทำงาน  นาฬิการะบบนี้จะผลิตกันในช่วงต้นยุค 60  เป็นการผสมผสานกันระหว่างจักรกลกับไฟฟ้า ระบบคนไทยไม่ค่อยนิยม เพราะเวลาเสียซ่อมยาก หาอะหลั่ยไม่ค่อยได้  แต่นักสะสมนาฬิกาเก่าในหลายประเทศยังนิยมเก็บสะสมกัน บางเรือนราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ

 

4  ระบบคอร์ทซ์  (Quartz)  เป็นการผลิตนาฬิกาในยุคดิจิตอล  ที่ให้ความเที่ยงตรงมากๆ ไม่เหมือนกับแบบไขลาน หรือแบบอัตโนมัติ  การทำงานใช้ถ่ายก้อนจิ๋ว กับแผงวงจรไฟฟ้า  นาฬิกาพวกนี้ถ้าเสีย ก็ยกเครื่องเปลี่ยนใหม่ ไม่มีใครเขาซ่อมกัน  ส่วนพวกถ่านก็มักจะเปลี่ยนกันปีละหน  บางทีลืมเปลี่ยน ทิ้งไว้ในลิ้นชักนานๆ ถ่านหมดอายุ ถ่านบวม ทำให้แผงวงจรชำรุดไปด้วย  ระบบนี้ดีคือราคาถูก เดินเที่ยงตรง แต่ไม่มีราคาขายต่อ นักเล่นนาฬิกาไม่นิยมเก็บกันครับ

  

นอกจากระบบต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีนาฬิกาอีกหลายยี่ห้อที่ผลิตกลไกการทำงานของนาฬิกาแบบแปลกๆ ที่คนไทยไม่ค่อยได้เห็นกัน  ซึ่งจะขอรวบรวมข้อมูลมาอัพเดทให้ทราบกันในโอกาสต่อไป

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.